บางกอกปี2480

posted on 18 Jan 2008 14:09 by kalum-homdang

บทความวันนี้ภาษาอาจจะดูเป็นทางการหน่อยนะ

เพราะเป็นบทความที่เขียนส่งพี่ที่ทำงานน่ะ (ตอนนี้กำลังฝึกงานอยู่ที่นิตยสารเล่มนึงอยู่น่ะ) อยากให้ทุกคนช่วยกันอ่านแล้วช่วยเมนท์กันหน่อยว่ามันมีข้อเสียอะไรบ้าง จะได้นำไปปรับปรุงและแก้ไขกับงานชิ้นต่อๆไป

 


เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชม(จริงๆแล้วไปทำงาน)

ที่พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกที่ซอยเจริญกรุง 43 มาดีมากๆก็เลยอยากเอามาเล่าให้ทุกคนฟังเผื่อใครสนใจจะได้แวะไปเที่ยวบ้าง
เมื่อพูดถึงบางรักหลาย ๆคนคงนึกถึงย่านธุรกิจการค้าที่มีผู้คนต่างชาติต่างภาษา

ทั้งไทย จีน แขก ฝรั่ง เข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในชุมชนและยังรวมไปถึงเข้ามา

แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน

สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าในสมัยก่อนชุมชนบางรัก

มีชาวต่างเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากก็คงจะเห็นได้จาก

รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์หรือวัดแขกที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน


พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก หรือจะเรียกง่ายๆว่าพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง

ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบางกอกในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มดำเนินการเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ อิน-สารท-สอาง ในพื้นที่ขนาด 300 ตารางวา ประกอบด้วยอาคาร 4 หลัง ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่อาจารย์วราพร สุรวดีผู้เป็นเจ้าของบ้านได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณสอางผู้เป็นมารดา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบางกอก

ที่มีฐานะปานกลางในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่2 คือระหว่าง พ.ศ.2480-2500

 

 

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกแห่งนี้มีทั้งหมด 4 อาคารด้วยกัน ก็จะขอเล่าถึงทีละอาคารก็แล้วกันนะ เริ่มที่อาคารแรกก็แล้วกันนะ


อาคารหลังที่ 1 เป็นอาคารที่ครอบครัวสุรวดีเคยใช้อยู่อาศัยในอดีต สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2480 ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้นคือเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนังอาคารสร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผนังก่ออิฐถือปูนเป็นฝีมือของช่างชาวจีน โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงิน 2,400 บาทและต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมในภายหลัง
ภายในอาคารหลังนี้มีห้องทั้งหมด 8 ห้องด้วยกัน ในชั้นแรกจะเป็นส่วนของห้องรับแขกในห้องนี้จะมีเปียโน ตู้ใส่เครื่องแก้วเจียระไนแบบต่าง ๆ เช่นแก้วไวน์ แก้วมาตินี่ และยังมีขวดไวน์รูปทรงต่าง ๆ จัดแสดงไว้อย่างสวยงาม (ไม่เชื่อก็ไปพิสูจน์ได้)


ต่อมาเป็นห้องอาหาร ภายในมีโต๊ะรับประทานอาหาร 6-8ที่นั่ง ยืดขยายให้ยาวได้ บนโต๊ะจัดแสดงพวงเครื่องปรุงและจานใส่ของว่าง ในห้องนี้ยังมีตู้จัดแสดงชุด Dinner set แบบฝรั่งและภาชนะลายครามแบบจีน ถัดมาจะเป็นห้องหนังสือภายในห้องนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นตำราการแพทย์ของคุณหมอฟรานซิส และส่วนหนึ่งจะเป็นหนังสือเรียนและหนังสืออ่านเล่น ส่วนโถงกลางล่างจะมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดใหญ่ของคุณหมอฟรานซิส และตู้มุกค์จากเมืองจีนที่ภายในจัดแสดงเครื่องถมและเครื่องเงินของคุณสอาง

 

บริเวณชั้น2 ของอาคารหลังนี้จะมีห้องนอนอยู่2ห้องคือห้องนอนคุณยายและห้องนอนใหญ่ ภายในห้องนอนคุณยายจะประกอบไปด้วยเตียงไม้โบราณแบบฝรั่งมีเสามุ้ง โต๊ะเครื่องแป้งและขวดน้ำหอมแบบต่าง ๆ ส่วนห้องนอนใหญ่จะมีเตียงนอนใหญ่ และตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ที่เข้าชุดกับโต๊ะแต่งตัว ต่อมาเป็นห้องแต่งตัวแบบยุโรปที่มีโต๊ะเครื่องแป้งแบบมีกระจกทั้งสามด้าน

เป็นแบบศิลปะเดโคและอ่างล่างหน้าที่มีเครื่องใช้ของผู้ชายในการโกนหนวด และห้องสุดท้ายห้องบรรพบุรุษซึ่งครั้งนึกเคยเป็นห้องนอนของพี่สาวอาจารย์วราพรมาก่อน

ต่อมาได้ปรับปรุงให้ห้องนี้เป็นห้องเก็บอัฐของบรรพบุรุษและโต๊ะกลางภายในห้องนี้ยัง

จัดแสดงถ้วยชามที่ใช้ในการเซ่นไหว้อีกด้วย


อาคารหลังที่ 2 เป็นอาคารไม้ 2ชั้น มีรูปแบบสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับหลังแรก บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นคลีนิคของคุณหมอฟรานซิส แต่คุณหมอเสียชีวิตลงเสียก่อน ภายในอาคารหลังนี้จึงจัดแสดงเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของคุณหมอฟรานซิสรวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ของคุณหมอด้วย
อาคารหลังที่ 3 จะแบ่งการจัดแสดงเป็น 2 ชั้นด้วยกัน ภายในชั้นล่างจะจัดแสดงเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของประชาชน คือ โฉนด สำมะโนครัว

และบัตรประชาชนของ อาจารย์ราพรในสมัยก่อน

นอกจากนี้ภายในชั้นนี้จะจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ทั้งชุดตักบาตรของคุณยาย เครื่องครัว รวมไปถึงอุปกรณ์การก่อสร้างแบบต่าง ๆ ด้วย

 

ต่อมาเป็นชั้นที่สองของอาคาร ในชั้นบนนี้จะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับนิทรรศการภาพรวมของกรุงเทพมหานคร

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


อาคารหลังที่ 4 เป็นอาคารหลังสุดท้ายเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง บริเวณด้านล่างเดิมเคยใช้ทำครัวและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นสำนักงานห้องสมุดของอาจารย์ราพร
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะสะท้อนให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนแล้ว

ยังสะท้อนให้เราเห็นว่าถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้วก็ตาม

แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ยังคงความมีเสน่ห์ในด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม

ของคนรุ่นหลังเอาไว้ได้จวบจนทุกวันนี้
ช่วยเมนท์กันหน่อยนะ นึกว่าสงสารเด็กตาดำๆคนนี้หน่อยเถอะ
ใครเมนท์ก็กราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย คริคริ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เราเจ้าประจำอยู่confused smile มาเมนทไห้เด้อ~คะ
ว่างๆไปเมนทไห้เรามั่งจิ อิอิopen-mounthed smile

#1 By meii on 2008-01-18 20:13

เขียนได้ดีทีเดียว เจ๋งมากๆ อันนี้ชมจริงๆนะ
อ่านแล้วรู้สึกว่าผมเขียนแต่เรื่อง "ไร้สาระ" ไปเลยล่ะ
และเริ่มจะกลายเป็นเรื่อง "ร้ายสาระ" อิอิอิbig smile
ว่าจะไปดูอยู่เหมือนกันครับ ช่วงนี้หาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ไปเรื่อย ๆ

เขียนได้ดีแล้วครับ ครบถ้วนจบกระบวนความ

#3 By เจ้าชายน้อย on 2008-01-22 20:18

ขอบคุณสำหรับที่มีให้ครับผม
ขอบคุณมากครับbig smile

#4 By Vinosuke no TKN on 2008-01-25 09:55

big smile ดีเขียน ok เลยนะครับผม big smile

#5 By วาซาบิ on 2008-01-25 14:22

วาทะโอเค เหลือแต่พิสูจน์อักษรบางคำ 555
ตรงบรรทัดที่ 12 น่าจะเป็นชาวต่างชาติ
ไม่ใช่ชาวต่าง รึเปล่าน่ะbig smile

#6 By sjtree on 2008-01-25 16:47

แวะเข้ามาทักทายครับ...

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ระวังสุขภาพด้วยนะ...

#7 By ผู้กองโหด!!! on 2008-02-04 00:25

อยากมีบ้านแบบนั้นมั่งเนอะ
สวย อากาศก็ดีbig smile big smile

#8 By ฝน...ซ่า on 2008-02-06 13:47

เกียฮ่อซินนี้ ซินนี้ตั้วถั่ง" และ "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้
อ่านแล้วอยากไปบ้าง confused smile

#10 By hiney* on 2008-02-13 23:13

หะหาอยู่แถวบ้านผมเลยนะครับเนี่ย
แต่บ่รุเรื่องเลย..sad smile sad smile
ยังไงก็แฮปปี้วาเลนไทน์เด้อๆๆ confused smile confused smile

#11 By nonworld on 2008-02-14 10:13